แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Research แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Research แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

DECISION SUPPORT AND IMPLEMENTATION : CASE STUDY OF ONLINE PUBLICE RELATION AND ADVERTISING

จากการบททวนวรรณกรรมผ่านฐานข้อมูลทางวิชาการอย่าง Business source complete, Proquest, Emerald Insight ผู้เขียนขอยกตัวอย่างรูปแบบทางตลาด (Marketing Model) ที่เกี่ยวข้องกับการทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออินเทอร์เนต ดังนี้

รูปที่ 1
ตามโมเดลข้างต้นนั้น สื่อถึง "ปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อการตัดสินใจที่ทำให้เกิดการส่งต่อการแพร่กระจายของคอนเทนต์โดยผู้ชม" จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งต่อของผู้รับสื่อผ่านอินเตอร์เนต ไม่ว่าคอนเทนต์นั้นจะเป็นลักษณะสินค้าเฉพาะกลุ่มหรือเป็นสินค้าทั่วไป ที่จะทำให้เกิดการแพร่กระจายต่อได้นั้น มีดังต่อไปนี้


  1. เนื้อหาเฉพาะเจาะจง ผู้ชมจะแชร์คอนเทนต์นั้นๆต่อ เมื่อผู้ชมมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับคอนเทนต์ที่ตนเองชม
  2. เนื้อหาทั่วไป ผู้ชมจะแชร์คอนเทนต์นั้นๆต่อ เมื่อคอนเทนต์มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้รับชม จากนั้นเมื่อผู้ชมเกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับคอนเทนต์ที่ตนเองชมถึงจะทำการกดแชร์ต่อ

รูปที่2


จากภาพโมเดลข้างต้น อธิบายถึง "กรอบแนวคิดของการพัฒนาประสิทธิภาพของชุมชนสังคมออนไลน์" พบว่า ประโยชน์ของตัวสินค้าหรือบริการ ประโยชน์ทางสังคม ประโยชน์ทางจิตวิทยา ความชอบส่วนบุคคล ประโยชน์ทางด้านการเงิน จะส่งผลไปยังการเข้าร่วมชุมชนออนไลน์ แล้วถึงค่อยส่งผลไปเป็นการผู้ติดกับแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค ทั้งนี้ ในบางกรณีเมื่อมีการเข้าร่วมชุ่มชนออนไลน์แล้ว ผู้บริโภคจะมีความเชื่อถือต่อแบรนด์ก่อนแล้วค่อยส่งผลไปยังการผู้ติดกับแบรนด์ต่อไป

รูปที่ 3

จากภาพ "รูปแบบของการวิเคราะห์โครงสร้างก่อนการตัดสินใจในการตลาดออนไลน์" ข้างต้นนั้น ปัจจัยที่ส่งผลในตอนต้น ประกอบไปด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้
  1. การตัดสินจากช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งมาจากปัจจัยย่อยในเรื่องของคุณภาพสินค้า และผลจากกระบวนการการส่งมอบ
  2. การตัดสินขั้นตอนการทำงาน ซึ่งมาจากคุณภาพของการสื่อสาร และช่องทางการใช้บริการ
  3. การตัดสินที่เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ เกิดจากการตอบสนองของผู้ขายไปยังลูกค้า 
จากสามปัจจัยหลักที่ได้กล่าวไป จึงมากำหนดเป็นความน่าเชื่อถือต่อผู้ซื้อ แล้วส่งผลตรงไปยังความตั้งใจในการซื้อของลูกค้า

ทั้งนี้ ในการซื้อแต่ละครั้ง อาจจะมีปัจจัยต่างๆที่สามารถแทรกแซงเข้ามาได้เช่นกัน อาทิ ราคา จำนวนการซื้อที่เกิดขึ้นในอดีต เพศ และอายุของผู้ซื้อสินค้า

รูปที่ 4



จากภาพข้างต้นเป็นรูปแบบโมเดลของ "อิทธิพลของสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมทางกฏหมายที่ส่งผลต่อการทำการตลาดออนไลน์ ในประเภทผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก" โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการสร้างคอนเทนต์ต่างๆบนเวบไซต์นั้น ประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมทั้ง 2 ด้านอันได้แก่

  1. สภาพแวดล้อมทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่จะส่งผลผ่านปัจจัยต่างๆ ดังนี้
    1. ทัศนะคติต่อแนวคิดด้านสุขภาพและการเลือกบริโภคอาหารจากสารอาหารต่างๆ
    2. การสื่อสารในแง่มุมของผลิตภัณฑ์อาหารและสารอาหาร
    3. การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์
  2. สภาพแวดล้อมทางด้านกฏหมาย ที่ส่งผลผ่านปัจจัยต่างๆ ดังนี้
    1. การกำกับของหน่วยงานของภาครัฐบาล
    2. ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆภายในบริษัทของเจ้าของกิจการ
    3. ข้อระเบียบและการบังคับใช้กฏหมายที่เกิดขึ้น
จากสภาพแวดล้อมทั้ง 2 ส่วนที่ได้กล่าวไป ก็จะส่งผลกระทบไปยังการสร้างคอนเทนต์บนเวบไซต์ของธุรกิจอาหารสำหรับเด็กในส่วนต่างๆ ดังนี้ 
  • ข้อมูลทางด้านสารอาหาร
  • เกม หรือกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆ
  • รูปแบบของรางวัลจากการเข้าร่วมกิจกรรม
  • ภาพลักษณ์ของเวบไซต์
  • ตราสัญลักษณ์
  • การสร้างความปฏิสัมพันธ์ต่อผู้ชม



รูปที่ 5


ภาพข้างต้นเป็นการแสดง "กรอบแนวคิดของกระบวนการขั้นตอนการดำเนินงานการทำโฆษณาออนไลน์"

โดยเริ่มมาจากส่วนของ "Input" ในการทำโฆษณา อันได้แก่ ข้อความต่างๆ สื่อที่เลือกใช้ จำนวนการเผยแพร่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นปัจจัยภายในของทำงานโฆษณา เมื่อสิ้นสุดกระบวนการก็จะส่งไปยัง "ตัวกรอง" อันได้แก่ การสร้างแรงดึงดูด หรือศักยภาพของโฆษณานั้นๆว่าสามารถสื่อข้อมูลไปยังผู้รับสื่อได้หรือไม่ แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับสื่อว่าสามารถเกิดความเข้าใจต่อสื่อโฆษณานั้นๆได้ไหม รวมถึงประสบการณ์ของผู้รับสื่อก็ส่งผลต่อการรับรู้ได้เช่นกัน และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการนี้แล้ว "ผู้รับสื่อ" จึงเปลี่ยนมาเป็น "ผู้บริโภค" ซึ่งจะเกิดการเลือก เฟ้นหา บริโภคสินค้า เกิดความภักดีต่อแบรนด์ โดยเมื่อได้ทดลองใช้สินค้าแล้วผู้บริโภคเอง ก็สามารถสร้างเป็นประสบการณ์การรับรู้แก่ผู้บริโภครายอื่นๆ หรือแก่ตนเองได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

การวิจัยตลาด

คำว่า การวิจัยตลาด เมื่อศึกษาจากเอกสารประกอบรายวิชาทฤษฎีการจัดการการตลาดเชิงกลยุทธ์ชั้นสูงและแนวคิดเชิงปฏิบัติ DBA 702 โดย ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ "การรวบรวม บันทึก และวิเคราะห์ข้อมูลในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของสินค้าและบริการอย่างมีระเบียบ แบบแผน"

โดยการวิจัยทางการตลาดนั้น แบ่งออกเป็นทั้งสิ้น 5 ประเภท ดังนี้
1. การวิจัยผู้บริโภค คือ การศึกษาความต้องการ วัตถุประสงค์ และพฤติกรรมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังซื้อสินค้าหรือบริการของผู้ซื้อครอบคลุมไปถึงผู้ใช้งาน
2. การวิจัยผลิตภัณฑ์ คือ การศึกษาองค์ประกอบ รวมถึงทัศนะมิติด้านต่างๆของสินค้าและบริการ เพื่อนำเอามาพัฒนาให้สินค้าและบริการมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
3. การวิจัยราคา คือ การศึกษาเพื่อหาความสอดคล้องของต้นทุนในการผลิตที่จะส่งผลไปยังการตั้งราคาขายไปยังลูกค้า เพื่ออยู่ในระดับที่ลูกค้าสามารถซื้อหาได้
4. การวิจัยโฆษณา คือ การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของการทำการโฆษณาให้ส่งผล หรือสร้างแรงกระตุ้นต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นทางเนื้อหา จำนวนความถี่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นของผู้ชม รวมถึงผลการทำงานของโฆษณาที่ทำการเผยแพร่ไปแล้ว
5. การวิจัยการขาย คือ การศึกษาวิธีการ ช่องทาง ในการทำการขายสินค้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการวิเคราะห์ผลการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบในการขายสินค้าได้อีกด้วย

ขั้นตอนของการวิจัยตลาดนั้น ประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้
1. การกำหนดปัญหาและวัตถุประสงค์ โดยการหาปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการทำการตลาด และต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ชัดเจน มีขอบเขตที่แน่ชัด เพื่อนำมากำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานวิจัย
2. การจัดเตรียมและออกแบบการวิจัย คือ การวางแผนการทำงานวิจัย ให้เป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัยเพื่อให้ได้ผลของแนวทางการแก้ปัญหาอย่างถูกต้องและตรงจุด ทั้งนี้ประเภทของงานวิจัยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทางคือ 1)วิจัยเชิงสำรวจ 2)วิจัยเชิงพรรณ 3)วิจัยเชิงเหตุผล
3. การรวบรวมข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบข้อมูล ดังนี้
3.1 ข้อมูลปฐมภูมิ คือ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ในงานวิจัยของเราโดยเฉพาะ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การทดลองตัวแปร การเก็บแบบสอบถาม
3.2 ข้อมูลทุติยภูมิ คือ ข้อมูลที่มีการรวบรวมไว้เรียบร้อยแล้ว อาทิเช่น เอกสารต่างๆ หรือผลการวิจัยในครั้งก่อนๆ
4. การประมวลผล และการแปรความหมายข้อมูล มีขั้นตอนอย่างง่าย ดังนี้
1) ตรวจสอบข้อมูล 2)แบ่งหมวดหมู่ข้อมูล 3) ลงรหัสข้อมูล 4)จัดข้อมูลเข้าตาราง
5. การจัดเตรียมรายงานและการนำเสนอ สามารถทำได้ 2 วิธี คือ นำเสนอด้วยปากเปล่า หรือนำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร
6. การติดตามผลงานวิจัย คือ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด ควรมีการผลตามผลงานวิจัยว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องตามวัตถุประสงค์งานวิจัยหรือไม่ อย่างไร